สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดปราจีนบุรี - สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดปราจีนบุรี
foto1
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดปราจีนบุรี

ข้อมูลสถิติ

     ****สถิติผู้เข้าชม****     

 

 

Login Form

การให้บริการ

 การให้บริการรักษาพยาบาลสัตว์ 

 บริการจำหน่ายวัคซีน

 ขอตรวจประเมินหลักเกณฑ์  การนำสัตว์ปีกเข้าเลี้ยงใหม่ (ลงสัตว์ปีก)

 ใบรับรองมาตรฐานฟาร์ม

 ใบอนุญาตขายอาหารสัตว์ 

 ใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์

ศูนย์มาตรฐานฟาร์ม

แผนที่จังหวัดปราจีนบุรี

สถิติผู้เยี่ยมชม

1156712
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
325
662
5309
1146656
13085
19379
1156712

Your IP: 54.225.38.2
Server Time: 2018-08-19 11:07:14

 

วิธีการและขั้นตอนการผสมเทียม

การผสมเทียมโค
 
            การผสมเทียม เป็นการปฏิบัติงานที่คล้ายการทำหน้าที่ของพ่อพันธุ์ตามธรรมชาติ ต่างกันเพียงปริมาณน้ำเชื้อที่ใช้ผสมเทียม น้อยกว่าปริมาณน้ำเชื้อจากการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติมาก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผสมติด ตำแหน่งที่ปล่อยน้ำเชื้อก็ต่างกัน พ่อพันธุ์จะปล่อยน้ำเชื้อที่ช่องคลอด(Vagina) แต่การผสมเทียมปัจจุบันจะปล่อยน้ำเชื้อที่ตำแหน่งตัวมดลูกเป็นส่วนใหญ่ เพื่อลดการถูกกักตัวอสุจิของหลืบที่คอมดลูก(Cervix)นอกจากนี้ น้ำเชื้อที่ใช้ผสมเทียม ยังผสมด้วยยาปฏิชีวนะ เพื่อลดการติดเชื้ออันเกิดจากการสืบพันธุ์ เป็นต้น
 
Image การผสมเทียม เป็นการพัฒนาการผสมพันธุ์โดยการเลียนแบบและประยุกต์การผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ ซึ่งหากปฏิบัติได้ถูกต้องตามขั้นตอนจะมีคุณอนันต์ แต่หากปฏิบัติผิดขั้นตอนจะมีโทษมหันต์ ซึ่งกล่าวถึงคุณและโทษของการผสมเทียมได้โดยสังเขป คือ
 
            ประโยชน์ของการผสมเทียม
 
            1.สามารถปรับปรุงพันธุ์สัตว์ให้ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว  น้ำเชื้อพ่อพันธุ์พันธุ์ดีจากการรีดน้ำเชื้อเพียงครั้งเดียว สามารถนำไปผลิตเป็นน้ำเชื้อแช่แข็งเพื่อทำการผสมเทียมให้กับแม่พันธุ์ได้หลายพันตัว ดังนั้น พันธุ์สัตว์ของประเทศจึงพัฒนาให้ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
            2.ย่นระยะเวลาในการพิสูจน์พ่อพันธุ์สัตว์ที่จะเป็นพ่อพันธุ์ได้นั้น จำเป็นต้องผ่านการพิสูจน์ความสามารถในการถ่ายทอดลักษณะที่ดีไปสู่ลูกด้วยการผสมเทียมกับสัตว์เพศเมีย นับร้อยนับพันตัว เพื่อเก็บข้อมูลจากลูกที่เกิดมา ในการที่ต้องผสมกับสัตว์ตัวเมียเป็นร้อยเป็นพันตัวเพื่อดูลักษณะของลูกที่เกิดนั้น ถ้าใช้การผสมตามธรรมชาติจะทำได้ช้า หรือแทบทำไม่ได้เลย ดังนั้น การผสมเทียมจึงสามารถย่นระยะเวลาการพิสูจน์พ่อพันธุ์ลงได้มาก
            3.สามารถทำให้สัตว์คลอดลูกได้ตามฤดูกาล โดยปกติ เกษตรกรมักต้องการให้แม่โคกระบือคลอดลูกในต้นฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่มีน้ำหญ้าบริบูรณ์ ถ้าปล่อยให้ผสมกันเองตามธรรมชาติ สัตว์มักจะคลอดไม่ตรงต้นฤดูฝน ทำให้คลอดออกมาแล้วขาดอาหาร แต่ถ้าใช้การผสมเทียม โดยทำการผสมเทียมก่อนฤดูฝน 9 เดือน ลูกโคจะคลอดในช่วงฤดูฝนพอดี
            4.ตัดปัญหาในการเลี้ยงดูสัตว์พ่อพันธุ์ในการเลี้ยงสัตว์โดยทั่วไป มักจำเป็นต้องเลี้ยงพ่อพันธุ์อย่างน้อย 1 ตัว เพื่อให้คุมฝูง แต่เมื่อใช้บริการผสมเทียม ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงสัตว์พ่อพันธุ์อีกต่อไป เป็นการประหยัดค่ายาและค่าอาหารในการดูแลพ่อพันธุ์
            5.ตัดปัญหาในการขนส่งสัตว์ไปผสมพันธุ์กันการผสมพันธุ์ในอดีต จะต้องนำสัตว์พ่อพันธุ์หรือแม่พันธุ์ไปผสมพันธุ์กัน ซึ่งโคเป็นสัตว์ใหญ่ การขนส่งหรือการเคลื่อนย้ายทำได้ลำบาก ถ้าใช้การผสมเทียม เพียงแต่นำน้ำเชื้อแช่แข็งและอุปกรณ์การผสมเทียมไปเท่านั้น ก็ทำการผสมเทียมได้
            6.สามารถผสมพันธุ์สัตว์ต่างขนาดกันได้พ่อพันธุ์มักมีขนาดใหญ่ แต่แม่พันธุ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งโคพื้นเมืองของประเทศไทย มักมีขนาดเล็ก การปล่อยให้ผสมพันธุ์กันเองตามธรรมชาติ จะทำให้แม่โคบาดเจ็บได้ การผสมเทียมจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้
            7.ป้องกันโรคติดต่อที่เกิดจากการผสมพันธุ์กันโดยปกติ ปลายหนังหุ้มลึงค์ (Prepuce) ของพ่อโค มักเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคต่าง ๆ ดังนั้น ถ้าปล่อยให้โคผสมพันธุ์กันเองตามธรรมชาติ โอกาสที่เชื้อโรคที่สะสมที่ปลายลึงค์พ่อโค จะติดไปสู่มดลูกแม่โคจึงมีมาก แต่ถ้าใช้วิธีการผสมเทียม จะช่วยแก้ปัญหานี้ไปได้ นอกจากนี้ ในกระบวนการรีดเก็บและผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งนั้น พ่อพันธุ์ต้องผ่านการตรวจโรคติดต่อทุกปี ปัญหาโรคจากพ่อพันธุ์ที่แพร่ไปกับน้ำเชื้อจึงหมดไป
            8.ป้องกันโรคระบาดที่เกิดจากการเคลื่อนย้ายสัตว์ไปผสมพันธุ์กันการเคลื่อนย้ายสัตว์ไปผสมพันธุ์กัน ถ้าเคลื่อนย้ายสัตว์ที่ป่วยเป็นโรคระบาด เช่น โรคคอบวม , โรคปากเท้าเปื่อย การเคลื่อนย้ายไปต่างที่ จะทำให้ติดต่อไปสู่สัตว์ตัวอื่น ๆ ได้ง่าย
 
            ข้อเสียของการผสมเทียม
 
            1.ถ้าพ่อพันธุ์ที่ใช้ผลิตน้ำเชื้อ มีลักษณะที่ไม่ดี ลักษณะที่ไม่ดีนี้ จะแพร่กระจายได้อย่าง   รวดเร็ว
            2.ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้ทำการผสมเทียม ขาดความรู้และความชำนาญ หรือทำการผสมเทียมด้วยความสกปรก อวัยวะสืบพันธุ์ของแม่โคอาจเกิดการติดเชื้อหรือบาดเจ็บได้การที่จะปฎิบัติงานผสมเทียมโค ผู้ทำการผสมเทียม รวมถึงผู้เลี้ยง จำเป็นต้องทราบถึงธรรมชาติของแม่โคให้ดีเสียก่อน เพื่อสามารถปฏิบัติได้ถูกต้องตามธรรมชาติ อัตราการผสมติดจะสูงขึ้น พื้นฐานที่จำเป็นต้องรู้ และต้องทำความเข้าใจ มีหลายหัวข้อด้วยกัน เจ้าหน้าที่ ควรทำความเข้าใจให้ดี เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะกล่าวเป็นหัวข้อไป  ได้แก่
 
            ช่วงห่างของรอบการเป็นสัด
            ช่วงห่างของรอบการเป็นสัด (The length of estrus cycle) หมายถึงระยะเวลาของแต่ละรอบของการเป็นสัด กินเวลาประมาณ 21 วัน 
 
โคแต่ละตัว จะมีช่วงห่างของรอบการเป็นสัดไม่เท่ากัน โคสาวประมาณ 20.23 ± 2.33 วัน  ส่วนในโคที่เคยมีลูกแล้วหรือโคนาง จะมีช่วงห่างของรอบการเป็นสัด ประมาณ 21.22 ± 3.68 วัน แต่โดยเฉลี่ย จะประมาณ 21 วัน
 
ภายในรอบการเป็นสัดจะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทั้งที่เห็นได้จากภายนอก และที่ทราบได้จากการล้วงตรวจทางทวารหนัก เช่น การบวมแดงหรือเหี่ยวย่นของอวัยวะเพศที่เห็นได้จากภายนอก หรือ ลักษณะของรังไข่ บางระยะของรอบการเป็นสัดจะมีก้อนเนื้อเหลือง(CL) บางระยะก้อนเนื้อเหลืองหายไป หรือลักษณะของมดลูก บางระยะของรอบการเป็นสัดจะแข็งยืดหยุ่น บางระยะนิ่มเหลว ซึ่งการเปลี่ยนต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลงไปตามระดับของฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในรอบของการเป็นสัดนั่นเอง 
 
<!--[if !vml]-->        Image
<!--[endif]-->
 
                                                    ภาพ รังไข่ที่มีฟอลลิเคิล(follicle)
 
 
 
           การสังเกตอาการเป็นสัด (Heat Detection)
 
            การเป็นสัด หมายถึง การที่โคเพศเมียยอมรับการผสมพันธุ์พันธุ์ อาการของการเป็นสัด แบ่งได้เป็น 2 อย่าง คือ
 
           1.อาการเสริม
           2.อาการหลัก
 
อาการของการเป็นสัด จะเริ่มจากอาการเสริมก่อน ได้แก่ โคจะร้องบ่อย ๆ กระวนกระวาย สนใจผู้เลี้ยง สนใจโคตัวอื่น เลียและดมตัวอื่น อวัยวะเพศบวมแดง มีเมือกใสไหลจากช่องคลอด โคที่กำลังให้นมปริมาณน้ำนมจะลดลง กินอาหารลดลง ไล่ขี่ตัวอื่น เป็นต้น อาการเสริมจะมีความปรวน แปร ไม่แน่นอน บางอาการอาจเกิดให้เห็นได้ แต่บางอาการอาจไม่เกิดให้เห็น แต่สุดท้ายของการเป็นสัด โคจะแสดงอาการหลักออกมา
 
อาการหลักของการเป็นสัด ได้แก่ การที่แม่โคที่เป็นสัดยืนนิ่งให้โคตัวอื่นขี่ ซึ่งอาการยืนนิ่งให้โคตัวอื่นขี่ เป็นอาการที่สำคัญมาก ต้องสังเกตให้ได้ อาการยืนนิ่งให้ตัวอื่นขี่จะสัมพันธ์กับเวลาที่โคตัวนั้นจะเกิดการตกไข่ และเวลาที่จะมีการตกไข่ จะใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาเวลาที่เหมาะสมที่ควรทำการผสมเทียม เพื่อให้อัตราผสมติดสูงที่สุด ระยะเวลาตั้งแต่โคเริ่มยืนนิ่งให้ตัวอื่นขี่หรือปีนทับ จนถึงสิ้นสุดการยืนนิ่ง จะกินเวลาประมาณ  6-18 ชั่วโมงเท่านั้น
 
                                  Image
 
                        ภาพ โคที่เป็นสัดจะยืนนิ่งให้ตัวอื่นขี่
 
  การเป็นสัดเป็นระยะที่ฟอลลิเคิล(Follicle)สุกหรือแก่ ฟอลลิเคิลที่สุกหรือแก่เรียกว่า กราเฟียน ฟอลลิเคิง(Graafian Follicle) จากการล้วงตรวจผ่านทางทวารหนักในระยะที่โคแสดงอาการเป็นสัด จะพบว่ารังไข่ข้างใดข้างหนึ่งมี  กราเฟียน ฟอลลิเคิล(Graafian Follicle) ในระยะนี้ ระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน(Estrogen) จะอยู่ในระดับที่สูง โคจะแสดงอาการเป็นสัดออกมาให้เห็น เริ่มจากมีอาการเสริมและสุดท้ายจะเป็นอาการหลัก
 
อาการเป็นสัด มักพบได้ในช่วงเช้าตรู่และพลบค่ำ การสังเกตอาการเป็นสัดให้ได้ผลดี ควรสังเกตวันละไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง ซึ่งรวมช่วงเช้าและเย็นด้วย ครั้งละไม่น้อยกว่า 20 นาที และต้องตรวจการเป็นสัดได้ไม่น้อยกว่า 80% ของฝูงโคที่เป็นสัด เช่น ในฝูงมีแม่โคที่เป็นสัด 10 ตัว ผู้เลี้ยงควรสังเกตพบแม่โคที่เป็นสัดได้ไม่น้อยกว่า 8 ตัว เป็นต้น นอกจากนี้ สภาพแวดล้อม มีผลต่อการแสดงอาการเป็นสัดของแม่โคด้วย คือ โคที่เลี้ยงบนคอกพื้นดิน จะแสดงอาการเป็นสัดชัดกว่าโคที่เลี้ยงบนคอกพื้นปูน ในฤดูหนาวโคจะแสดงอาการเป็นสัดชัดกว่าฤดูร้อน ช่วงเวลากลางคืนโคจะแสดงอาการเป็นสัดชัดกว่าช่วงเวลากลางวัน โคที่เลี้ยงปล่อยฝูงจะแสดงอาการเป็นสัดชัดกว่าโคที่เลี้ยงแบบผูกยืนโรง เป็นต้น
 
การตรวจการเป็นสัดให้มีประสิทธิภาพ ควรมีการบันทึกประวัติของโคแต่ละตัวให้แน่นอน เพื่อสามารถประมาณวันที่โคควรเป็นสัดได้ รวมทั้งเครื่องหมายและเบอร์หูแม่โคต้องชัดเจน
 
นอกจากนี้ อาจใช้อุปกรณ์ช่วยตรวจการเป็นสัด เช่น ใช้พ่อโคซึ่งตัดท่อน้ำเชื้อออกแล้วหรือพ่อโคซึ่งทำการเบียงเบนลึงค์แล้วคุมฝูงเพื่อตรวจการเป็นสัด หรือ อาจใช้สีป้ายบริเวณโคนหาง (Tail paint) และบริเวณเหนือขึ้นไปเล็กน้อย เมื่อแม่โคที่เป็นสัดยืนนิ่งให้ตัวอื่นขี่ สีที่ป้ายไว้ก็จะลอกหลุด หรืออาจใช้การ์มา(Kamar heat detector) ซึ่งภายในจะบรรจุสีอยู่ ติดไว้ที่โคนหาง เมื่อแม่โคเป็นสัดยืนนิ่งให้ตัวอื่นขี่ หลอดสีก็จะถูกโคตัวที่ขึ้นขี่ทับแตก สีจะไหลออกมาเปื้อนบริเวณสะโพกของโคที่เป็นสัดให้สามารถสังเกตเห็นได้ นอกจากนี้อาจตรวจจากระดับของฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โมน(Progesterone) ในน้ำนมของแม่โคนม ถ้ามีน้อยกว่า 1 นาโนกรัมต่อปริมาณน้ำนม 1 ซีซี(ml) แสดงว่าแม่โคนั้นน่าจะเป็นสัด ฯลฯ
 
           การสังเกตการเป็นสัด เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการผสมเทียม เนื่องจากช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมที่จะทำการผสมเทียมมีเพียงไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งเวลาที่เหมาะสมที่จะผสมเทียมสังเกตได้จากอาการเป็นสัดของโค ดังนั้น ถ้าการสังเกตการเป็นสัดผิดพลาด จะทำให้ผสมผิดเวลา ส่งผลให้ผสมไม่ติด และถ้าผสมไม่ติด 1 ครั้ง หมายถึงเกษตรกร จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงแม่โคท้องว่างไป ฟรี  1 รอบ หรือ 21 วัน และเนื่องจากช่วงอายุขัยของแม่โคมีจำกัด หากจับสัดไม่ได้หลาย ๆ รอบ โอกาสที่จะผสมติดได้ลูกโคก็ลดลง บางทีตลอดชั่วอายุของแม่โคอาจได้ลูกโคลดลง 1-2 ตัว ซึ่งก็ส่งผลถึงการเสียโอกาสที่จะได้ปริมาณน้ำนมเพิ่มขึ้น 1-2 ระยะการให้นม 
 
ประมาณได้ว่า 21 วันที่เสียไปนั้น ความสูญเสียต่อแม่โค 1 ตัว ใน 1 รอบ จะประมาณ 2,000 บาท ถ้าโคนมในประเทศไทย มีประมาณ 300,000 ตัว ผสมไม่ติดตัวละ 1 รอบ ความสูญเสียของประเทศ จะประมาณ 600,000,000 บาท
 
            การตกไข่ (Ovulation)
            การตกไข่ คือการที่ฟอลลิเคิล(Follicle) บนรังไข่แตก ไข่ตกลงจากฟอลลิเคิลลงสู่ปากแตรของท่อนำไข่  การตกไข่จะเกิดหลังจากอาการเป็นสัด โดยอิทธิพลของฮอร์โมนแอลเอชที่สร้างจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า
 
            จากการที่ทราบแล้วว่า ฟอลลิเคิลบนรังไข่ซึ่งมีไข่อ่อนอยู่ภายใน มีการเจริญและฝ่อไปเป็นกลุ่ม ๆ หรือคลื่น แต่ละคลื่นใช้เวลาตั้งแต่เจริญจนถึงฝ่อสลายไปประมาณ 9-10 วัน เมื่อฟอลลิเคิลคลื่นเก่าฝ่อสลายไป จะมีฟอลลิเคิลคลื่นใหม่เจริญขึ้นมาแทนที่ ซึ่งคลื่นฟอลลิเคิลจะมีแทบตลอดอายุขัยของแม่โค รวมถึงแม่โคที่ตั้งท้องด้วย
 
ในทุก ๆ คลื่นฟออลิเคิล จะมีฟอลลิเคิลจำนวนมากเจริญขึ้นมาและฝ่อไป แต่จะมีฟอลลิเคิลจำนวน 1-2 ใบเท่านั้น ที่ไม่ฝ่อไปในระยะต้น พร้อมทั้งสามารถเจริญขึ้นได้จนเป็นฟอลลิเคิลขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า โดมิแนนท์ฟอลลิเคิล
 
โดมิแนนท์ฟอลลิเคิล เป็นฟอลลิเคิลซึ่งพร้อมจะมีการตกไข่ หากได้รับการกระตุ้นด้วยระบบฮอร์โมน ซึ่งฮอร์โมนที่สำคัญที่ทำให้เกิดการตกไข่คือฮอร์โมนแอลเอช ที่สร้างจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า แต่หากโดมิแนนท์ฟอลลิเคิลไม่ได้รับการกระตุ้นจากฮอร์โมนแอลเอช  โดมิแนนท์ฟอลลิเคิล จะฝ่อสลายไป เช่นเดียวกับฟอลลิเคิลใบเล็ก ๆ ที่ฝ่อสลายไปก่อนล่วงหน้านี้
 
ในรอบการเป็นสัดรอบหนึ่ง ๆ จะมีคลื่นฟอลลิเคิลหลายคลื่น คลื่นที่โดมิแนนท์ฟอลลิเคิลได้รับการกระตุ้นจากฮอร์โมนแอลเอช เท่านึ้นจึงมีการแตกและตกไข่
 
เมื่อครบวงรอบของการเป็นสัด และโคไม่ตั้งท้อง และไม่มีความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ เยื่อบุด้านในของมดลูก(Endometrium) จะเกิดการสลายตัว ทำให้เกิดฮอร์โมนพีจีเอฟ ทูอัลฟ่า ฮอร์โมนพีจีเอฟ ทูอัลฟ่า ที่เกิดขึ้นจะไปสลายก้อนเนื้อเหลือง(Corpus luteum) ที่อยู่บนรังไข่  ก้อนเนื้อเหลืองสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรน เมื่อก้อนเนื้อเหลืองสลายไปฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรน(Progesterone) ก็ลดลง ฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรน เป็นฮอร์โมนที่ขัดขวางการหลั่งฮอร์โมนแอลเอชจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า เมื่อฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรน(Progesterone) ลดลง ทำให้ฮอร์โมนแอลเอชจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า มีปริมาณมากขึ้น และมีความถี่สูงขึ้น เมื่อฮอร์โมนแอลเอช มีปริมาณและความถี่มากขึ้น จะทำให้ฟอลลิเคิลแตก เกิดการตกไข่ (Ovulation) 
 
ขณะที่แม่โคเป็นสัด ปากแตรของท่อนำไข่ จะบวมน้ำและเคลื่อนมาโอบรังไข่ไว้ เมื่อฟอลลิเคิลแตก ไข่ที่อยู่ในฟอลลิเคิลจึงตกลงสู่ปากแตรของท่อนำไข่และเดินทางสู่ท่อนำไข่ส่วนแอมพูล่า โดยการบีบตัวของท่อนำไข่และโดยการเคลื่อนตัวของของเหลวในท่อนำไข่ รวมถึงขนเล็ก ๆ ในท่อนำไข่ช่วยโบกพัด
 
เมื่อเทียบระยะเวลาที่มีการตกไข่กับช่วงอาการที่โคแสดงอาการเป็นสัดแล้ว พบว่าการตกไข่จะเกิดหลังจากโคเป็นสัดเริ่มยืนนิ่งยอมให้ตัวอื่นขี่ประมาณ 30 ชั่วโมง หรือหลังจากโคเริ่มสิ้นสุดการยืนนิ่งประมาณ 10 ชั่วโมง 
 
            เวลาที่เหมาะสมในการผสมเทียม
            หลังจากทำการฉีดน้ำเชื้อเข้าสู่ตัวมดลูก (Body of Uterus) แล้ว อสุจิจะใช้เวลาในการเดินทางไปถึงท่อนำไข่ แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ ลักษณะเร็ว และลักษณะช้า ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว อสุจิที่เคลื่อนที่ถึงท่อนำไข่ลักษณะเร็ว จะตายทั้งหมดและถูกขับออกทางปากแตรของท่อนำไข่และตกลงช่องท้องของแม่โค ส่วนอสุจิที่เคลื่อนที่ถึงท่อนำไข่ลักษณะช้า จะเป็นอสุจิที่เข้าทำการปฏิสนธิ ซึ่งจะเริ่มพบอสุจิที่ยังแข็งแรงพร้อมที่จะทำการปฏิสนธิได้ในท่อนำไข่ส่วนแอมพูล่า ประมาณ 10 ชั่วโมง หลังผสมเทียมและพบมากที่สุดประมาณ 24 ชั่วโมงหลังผสมเทียม ซึ่งเหตุที่ตัวอสุจิเคลื่อนที่ถึงท่อนำไข่ส่วนแอมพูล่าได้ช้า เนื่องจากตัวอสุจิจะถูกกักที่บริเวณรอยต่อของปีกมดลูกและท่อนำไข่ รวมทั้งบริเวณรอยต่อของท่อนำไข่ส่วนอิทมัสและแอมพูล่า
 
 Image
 
ขณะที่อสุจิ เดินทางผ่านมดลูก ผ่านท่อนำไข่ เพื่อเตรียมตัวจะทำการเจาะทะลุเปลือกไข่ ตัวอสุจิในขณะเดินทางจะมีการพัฒนาตัวเองไปด้วย เรียกว่าปฏิกิริยาคาร์ปาซิเตชัน(Capacitation)  เพื่อเตรียมพร้อมผสมกับไข่
 
ไข่ที่ตกลงสู่ท่อนำไข่ จะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 12-24 ชั่วโมง ถ้าภายในเวลา 12-24 ชั่วโมง ไข่ไม่ได้รับการผสมกับอสุจิ ไข่ก็จะสลายไป หรือไข่ที่ตกลงมาในท่อนำไข่เป็นเวลานาน จนเป็นไข่แก่จึงค่อยได้รับการผสมกับอสุจิ ตัวอ่อนมักจะตายในระยะต้น ๆ ดังนั้นเวลาที่เหมาะสมในการผสมเทียมควรเป็นเวลาที่ไข่ตกและไข่จะพบกับตัวอสุจิทันที เนื่องจากเป็นช่วงที่ไข่ยังแข็งแรงและอสุจิก็ยังแข็งแรง
 
ตัวอสุจิชุดที่เดินทางเร็วที่สุดที่สามารถเข้าผสมกับไข่ จะพบในท่อนำไข่ส่วนแอมพูล่าประมาณ 10 ชั่วโมงหลังการผสมเทียม ดังนั้นหากพิจรณามุมกลับช่วงเวลาช้าที่สุดที่ผสมเทียมได้คือ 10 ชั่วโมงก่อนการตกไข่  และหากเทียบเวลาจากการที่โคยืนนิ่ง โดยไข่จะตกหลังจากโคยืนนิ่งประมาณ 30 ชั่วโมง ดังนั้นช่วงเวลาช้าที่สุดที่ผสมเทียมได้คือ 20 ชั่วโมงหลังจากโคยืนนิ่ง
 
Image 
นอกจากนี้  ช่วงเวลา 24 ชั่วโมง หลังการผสมเทียม จะพบอสุจิที่แข็งแรง มีปริมาณมากที่สุดในท่อนำไข่ส่วนแอมพูล่า จึงหมายถึงว่า อสุจิ ใช้เวลาเดินทางถึงท่อนำไข่ช้าที่สุด ภายใน 24 ชั่วโมง ดังนั้นหากพิจารณามุมกลับช่วงเวลาเร็วที่สุดที่ผสมเทียมได้คือ 24 ชั่วโมงก่อนการตกไข่  และหากเทียบเวลาจากการที่โคยืนนิ่ง โดยไข่จะตกหลังจากโคยืนนิ่งประมาณ 30 ชั่วโมง ดังนั้นช่วงเวลาเร็วที่สุดที่ผสมเทียมได้คือ 6 ชั่วโมงหลังจากโคยืนนิ่ง

นานาสาระ

โทรทัศน์  ช่อง 3 | ช่อง 5 | ช่อง 7 | mcot | NBT | ThaiPBS  | UBC  
ข้อมูลประจำวัน  ราคาหุ้น | ราคาน้ำมัน | ราคาทองคำ | อัตราแลกเปลี่ยน | พยากรณ์อากาศ
หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ | ผู้จัดการ | มติชน | เดลินิวส์  | ข่าวสด | ไทยโพสต ์| แนวหน้า | กรุงเทพธุรกิจ  |  สยามรัฐ | คมชัดลึก | บ้านเมือง | สำนักข่าวไทย | ฐานเศรษฐกิจ
ค้นหาข้อมูล  เบอร์โทรศัพท์ทั่วไทย | รหัสไปรษณีย์  | เช็คเที่ยวบิน | ตารางเดินรถไฟ | ตารางเดินรถ บขส. | แผนที่ทางด่วน | เส้นทางเดินรถเมล์
ธนาคาร  กรุงไทย | กรุงเทพ | กสิกรไทย | อาคารสงเคราะห์ | ไทยพาณิชย ์| ธ.ก.ส. | ธนาคารแห่งประเทศไทย | กรุงศรีอยุธยา | ไทยธนาคาร | นครหลวงไทย
อื่นๆ  ด้านปศุสัตว ์|  สลากออมสิน | ออมทรัพย์ทวีสิน | แปลภาษาทั้งหน้าเว็บ | ดิกชันนารี |  จองโรงแรม | เสียภาษีทางอินเตอร์เน็ต | ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล
 
Yahoomail | HotMail | ไวรัสคอมพิวเตอร์ | ดิกชันนารีออนไลน์ I แปลภาษาทั้งหน้าเวบ | หน่วยงานในสังกัดกรมฯ | สำนักงาน ก.พ.
Copyright © 2018 Prachinburi Provincial Livestock Office All Rights Reserved.
พัฒนาเว็บไซต์ โดย สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดปราจีนบุรี Tel. 0-3721-6670 Fax. 0-3721-6670 กด 7 E-mail : pvlo_pcr@dld.go.th